FIP Treatment 2026: 8 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการรักษาโรค FIP ในแมวที่เจ้าของควรรู้
FIP ไม่ใช่โรคที่แทบไม่มีทางรักษาเหมือนในอดีตอีกต่อไป ปัจจุบันแมวจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อในแมว (Feline Infectious Peritonitis; FIP) สามารถตอบสนองต่อการรักษาและมีโอกาสหายจากโรคได้
European Advisory Board on Cat Diseases (ABCD) ได้เผยแพร่แนวทางการรักษา FIP ฉบับปรับปรุงในปี 2026 โดยเน้นว่า FIP เป็นโรคที่สามารถรักษาได้ และแมวจำนวนมากสามารถหายจากโรคเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการเวชศาสตร์แมว
What is FIP? (โรค FIP ในแมวคืออะไร?)
Feline Infectious Peritonitis (FIP) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ Feline Coronavirus (FCoV) ซึ่งพบได้ทั่วไปในแมว โดยในแมวบางรายเชื้อไวรัสอาจเกิดการกลายพันธุ์ภายในร่างกาย จนสามารถหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันและก่อให้เกิดการอักเสบรุนแรงในหลายอวัยวะ
โรค FIP อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะและระบบต่าง ๆ ได้แก่
- ช่องท้อง
- ช่องอก
- ดวงตา
- สมองและระบบประสาท
- ตับ
- ไต
- ต่อมน้ำเหลือง
ปัจจุบัน FIP เป็นโรคที่สามารถรักษาได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยและยาต้านไวรัสที่เหมาะสม ทั้งนี้มีการศึกษาหลายฉบับรายงานอัตราความสำเร็จของการรักษาด้วย GS-441524 มากกว่า 90%
1. GS-441524 (ยาต้านไวรัสหลักในการรักษา FIP)
GS-441524 ยังคงเป็นยาต้านไวรัสที่มีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนมากที่สุดสำหรับการรักษาโรค FIP ในแมว
ข้อดีสำคัญคือสามารถให้ในรูปแบบยากินได้ ทำให้แมวหลายรายไม่จำเป็นต้องได้รับการฉีดยาทุกวันตลอดการรักษา ซึ่งช่วยลดความเครียดของแมวและความยุ่งยากในการดูแลของเจ้าของ
เมื่อได้รับยาอย่างเหมาะสมและมีการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง แมวจำนวนมากสามารถตอบสนองต่อการรักษาได้ดีมาก
อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลที่ระบุในต้นฉบับ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มี GS-441524 รูปแบบยากินให้ใช้ โดยมีเฉพาะรูปแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนังเท่านั้น
2. Injectable Antiviral Treatment (แมวที่ป่วยหนักอาจต้องเริ่มรักษาด้วยยาฉีด)
แมว FIP บางรายอาจมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานยาได้ เช่น มีอาการอาเจียนมาก เบื่ออาหารอย่างรุนแรง หรือมีปัญหาด้านการดูดซึมยา
ในกรณีดังกล่าว สัตวแพทย์อาจพิจารณาเริ่มต้นการรักษาด้วย Remdesivir รูปแบบฉีด เมื่ออาการของแมวดีขึ้นและสามารถรับประทานยาได้ จึงอาจเปลี่ยนเป็น GS-441524 รูปแบบยากิน
ดังนั้น แมวที่เป็น FIP ไม่จำเป็นต้องได้รับยาฉีดตลอดระยะเวลาการรักษาในทุกราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและแผนการรักษาที่สัตวแพทย์พิจารณา
3. Treatment Duration (ระยะเวลารักษา FIP อาจไม่จำเป็นต้องครบ 84 วันในทุกกรณี)
ที่ผ่านมา แนวทางการรักษา FIP ที่เจ้าของแมวคุ้นเคยคือการให้ยาต้านไวรัสต่อเนื่องเป็นเวลา 84 วัน หรือประมาณ 12 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลใหม่พบว่าแมวบางกลุ่มที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี อาจได้รับการรักษาเพียง 42 วัน หรือประมาณ 6 สัปดาห์อย่างเพียงพอ
การรักษาระยะสั้นไม่ได้หมายความว่าเจ้าของสามารถหยุดยาเองเมื่อครบ 42 วัน แต่ต้องให้สัตวแพทย์เป็นผู้ประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมเป็นรายตัว โดยพิจารณาจาก
- อาการทางคลินิกของแมว
- ผลตรวจเลือด
- ความรุนแรงของโรค
- การตอบสนองต่อการรักษา
4. Ocular and Neurological FIP (FIP ที่ดวงตาและระบบประสาทต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ)
โรค FIP ไม่ได้แบ่งเพียงรูปแบบที่มีน้ำสะสมในช่องอกหรือช่องท้อง และรูปแบบไม่มีน้ำ (Dry form) เท่านั้น แต่ยังต้องประเมินว่าโรคส่งผลกระทบต่อดวงตา สมอง หรือระบบประสาทหรือไม่
แมวที่มี Ocular FIP หรือ Neurological FIP อาจจำเป็นต้องได้รับแผนการรักษาที่แตกต่างจาก FIP ทั่วไป
เจ้าของควรแจ้งสัตวแพทย์ทันทีหากพบอาการผิดปกติ เช่น
- เดินเซหรือการทรงตัวผิดปกติ
- อาการชัก
- ศีรษะเอียง
- การมองเห็นผิดปกติ
- รูม่านตาผิดปกติ
- ดวงตามีการอักเสบ
5. Molnupiravir (ยาต้านไวรัสทางเลือกสำหรับการรักษา FIP)
Molnupiravir เป็นยาต้านไวรัสอีกชนิดหนึ่งที่มีข้อมูลว่าสามารถออกฤทธิ์ต่อไวรัสที่เกี่ยวข้องกับ FIP ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ GS-441524 ข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ GS-441524 ยังมีมากกว่า จึงยังถือเป็นยาหลักในการรักษา
Molnupiravir อาจได้รับการพิจารณาในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อไม่สามารถใช้ GS-441524 ได้ หรือเมื่อการตอบสนองต่อการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
6. Supportive Care (การรักษาประคับประคองร่วมกับยาต้านไวรัส)
นอกจากการใช้ยาต้านไวรัสแล้ว การรักษาประคับประคองยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงแรกของการรักษา เนื่องจากแมว FIP บางรายอาจมีอาการป่วยรุนแรง
การดูแลเพิ่มเติมอาจประกอบด้วย
- การให้สารน้ำ
- การดูแลด้านโภชนาการ
- การให้ยาลดอาเจียน
- การให้ยาแก้ปวด
- การจัดการภาวะน้ำสะสมในช่องอกหรือช่องท้องตามความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม การรักษาประคับประคองเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนยาต้านไวรัสได้ เนื่องจากยาต้านไวรัสยังคงเป็นองค์ประกอบหลักของการรักษาโรค FIP
7. Treatment Response (สัญญาณการตอบสนองต่อการรักษา FIP)
แมวที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านไวรัสมักเริ่มแสดงอาการดีขึ้นในช่วงต้นของการรักษา โดยอาจพบการเปลี่ยนแปลง เช่น
- กินอาหารได้ดีขึ้น
- ไข้ลดลง
- มีความร่าเริงและกิจกรรมเพิ่มขึ้น
- น้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มขึ้น
- ปริมาณน้ำสะสมในช่องท้องหรือช่องอกลดลง
อย่างไรก็ตาม การประเมินว่าแมวหายจากโรคแล้วหรือไม่ ไม่ควรพิจารณาจากอาการเพียงอย่างเดียว แต่สัตวแพทย์จะประเมินข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่
- อาการทางคลินิก
- น้ำหนักตัว
- ผลตรวจเลือด
- ผลการตรวจร่างกาย
- ความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ
จึงไม่ควรใช้ค่าผลตรวจเลือดเพียงค่าเดียวในการตัดสินผลการรักษา
8. Poor Treatment Response (หากแมวยังไม่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเชื้อดื้อยาเสมอไป)
หากแมวเริ่มได้รับการรักษาแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น ไม่ควรสรุปทันทีว่า GS-441524 ไม่ได้ผลหรือเกิดภาวะดื้อยา
สัตวแพทย์ควรกลับมาประเมินปัจจัยต่าง ๆ อีกครั้ง ได้แก่
- การวินิจฉัยโรคถูกต้องหรือไม่
- ขนาดยาที่ได้รับเพียงพอหรือไม่
- แมวได้รับยาครบถ้วนตามแผนหรือไม่
- การดูดซึมยาเป็นไปอย่างเหมาะสมหรือไม่
- มี FIP ที่ดวงตาหรือระบบประสาทซึ่งยังตรวจไม่พบหรือไม่
- มีโรคอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่
การประเมินปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้สัตวแพทย์สามารถพิจารณาสาเหตุของการตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่เป็นไปตามคาด ก่อนสรุปว่าเกิดภาวะดื้อยา
References (เอกสารอ้างอิง)
Tasker S, Spiri AM, Hartmann K, et al. Update on Treatment of Feline Infectious Peritonitis: European Advisory Board on Cat Diseases (ABCD) Guidelines. Viruses. 2026;18(4):452. Published 9 April 2026.






